ข่าวประกาศ

มารู้จักโรค CVS & CTS โรคคอมพิวเตอร์ โรคใหม่ที่ควรรู้จัก

 
Picture of หนูน้อย ประชาสัมพันธ์
มารู้จักโรค CVS & CTS โรคคอมพิวเตอร์ โรคใหม่ที่ควรรู้จัก
 

KM Ramathibodi
โรคภัยไข้เจ็บที่มากับการทำงาน

มารู้จักโรค CVS & CTS และ ข้อควรระวังในการใช้ คอมพิวเตอร์ ให้เหมาะสมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องใช้เป็นเวลานาน :
1. การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ จะส่งผลกระทบต่อระบบการมองเห็น ได้แก่ ดวงตา กล้ามเนื้อและระบบประสาทของมนุษย์ ทำให้เกิดอาการเมื่อยตา สายตาเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อและปวดศีรษะ คลื่นไส้ เป็นต้น ซึ่งเรียกในปัจจุบันนี้เรารวมๆกันว่า"โรคคอมพิวเตอร์ (Computer syndrome) " โดยพบว่าอาการที่พบบ่อยที่สุดของ"โรคคอมพิวเตอร์"คือ เมื่อยตา ตาแห้ง ถ้าอาการเป็นมากยังอาจก่อให้เกิดปัญหาสายตาเสื่อมลงด้วย ข้อเท็จจริงนี้อธิบายได้โดย เมื่อเราใช้คอมพิวเตอร์นั้น สายตาจะรวมศูนย์ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เล็กๆ และระยะห่างระหว่างดวงตากับหน้าจอ โดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ย่อมจะทำให้ดวงตาทำงานหนักเกินควรแบบไม่รู้ตัว จนเกิดความรู้สึกเมื่อยล้า ในภาวะปกติการกระพริบตาของมนุษย์เราสามารถช่วยการขับถ่ายน้ำตา และทำให้น้ำตาครอบคลุมทั่วทั้งดวงตา เพื่อรักษาความชื่นฉ่ำของดวงตา ด้วยเหตุนี้หากจำนวนครั้งในการกระพริบตาลดน้อยลง ก็จะทำให้เกิดอาการตาแห้ง ดังนั้นในขณะใช้คอมพิวเตอร์ ดวงตาของเราต้องจ้องมองหน้าจอที่มีตัวหนังสือหรือภาพกระพริบตลอดเวลา ทำให้กลไกตามธรรมชาติของการกระพิบตาลดน้อยลงจนเราไม่สังเกต เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตาแห้ง และหากดวงตาอยู่ในสภาพที่เหน็ดเหนื่อยหรือตาแห้ง ก็จะทำให้สายตาเสื่อมลง ในขณะที่ทาง American Optometric Association (AOA) มีการให้คำจำกัดความของโรคหรือภัยที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะผลที่เกิดกับดวงตาและการมองเห็นว่าโรคคือ Computer Vision Syndrome หรือ CVS โดยมีอาการ คือ ปวดเบ้าตา , ปวดต้นคอ , มีอาการอ่อนล้าทางประสาทตา , มีภาวะตาแห้ง รอยดำคล้ำบริเวณตา หรือมีรอยบวมเห็นเป็นถุงใต้ตาโปนออกมา สาเหตุหลักๆ นอกจากการใช้สายตาเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ แล้ว ยังสามารถเกิดได้จากการได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตทั้งจากรังสี UV ที่ออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ หรือจากแสงแดด ก็ได้
2. ผลกระทบทางอ้อมที่มีต่อระบบประสาทจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์ แม้ว่ารังสีชนิดต่างๆจากหน้าจอคอมพิวเตอร์จะมีความปลอดภัยก็ตาม แต่หากรับการแผ่รังสีเป็นเวลานาน ก็อาจจะส่งผลกระทบถึงระบบประสาทของมนุษย์ได้เช่นกัน จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อึดอัด และนอนไม่หลับ เป็นต้น ในปัจจุบันนี้หลาย ๆ องค์กรสุขภาพ มีความตระหนักถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากคอมพิวเตอร์ แม้จะเป็นจำนวนไม่มาก ซึ่งขณะนี้เป็นหัวข้อในการติดตาม ศึกษาวิจัยกันอยู่ แนะนำว่าถึงแม้จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงว่า คอมพิวเตอร์จะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ แต่คนเราก็ยังควรระมัดระวังเช่นกัน " โดยเฉพาะ ช่วง 3 เดือนแรกของทารกในครรภ์ หรือ first trimester of pregnancy เป็นระยะไวต่อความรู้สึก ในระยะนี้ ผลกระทบจากภายนอก ไม่ว่าปัจจัยจากสิ่งมีชีวิต ฟิสิคส์หรือเคมี ล้วนมีความเป็นไปได้ที่อาจจะทำให้ทารกเติบโตผิดปกติได้ ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงหรือใช้งานคอมพิวเตอร์ให้น้อยลงในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ” ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ครับ
4. การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ยังอาจทำให้บางคนเจ็บปวดกล้ามเนื้อ เฉพาะส่วนไหล่ และส่วนกระดูกคอ โดยเฉพาะผู้ใช้บางท่านที่ชอบนอนทำงาน ก็จะประสบปัญหานี้ได้มาก เพราะมุมเงยของคอจะมากขึ้นทำให้ปวดและต้องเกร็งกล้ามเนื้อและเอ็นที่ยึดกระดูกสันหลัง ซึ่งทำให้ปวดและเมื่อยล้าง่ายโดยเฉพาะหากทำงานแบบนี้เป็นกิจวัตรก็อาจมีผลต่อกระดูกและกล้ามเนื้อคอในระยะยาวได้
5. โรคลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดดำ มีงานวิจัยที่ประเทศนิวซีแลนด์พบว่า การนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง อาจทำให้เลือดแข็งตัวเป็นก้อนลิ่ม และอาจอันตรายถึงชีวิตได้ แม้คนไทยเองจะมีอุบัติการโรคนี้ไม่สูงมากก็ตาม ลักษณะจะคล้าย ๆ กับการเกิดอาการที่เรียกว่า DVT (Deep-Vein Thrombosis) ซึ่งเกิดจากการนั่งเครื่องบินในระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะชั้นที่นั่งราคาประหยัด บางทีจึงเรียกอาการนี้ว่า “economy-class syndrome” ที่หลาย ๆ คนเคยได้รับฟังข่าวมา ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยที่ได้ข้อมูลว่า ชายวัย 32 ปีผู้หนึ่งที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าเทอร์มินัลคอมพิวเตอร์ประมาณ 18 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมีอาการโคม่าไม่รู้สึกตัว เนื่องจากเกิดอาการเลือดจับตัวเป็นก้อน โดยก้อนเลือดที่เกิดขึ้นนี้จะอยู่ในบริเวณขาของเขา ก่อนที่จะแตกกระจาย และเดินทางไปยังปอดทั้งสองของเขาอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็ต้องติดตามกันครับว่าเกิดจากสาเหตุนี้จริงหรือไม่แต่มีแนวโน้มสูงเพราะ สมติฐานการเกิดโรต DVT นั้นมักมีสาเหตุมาจากสาเหตุ 3 ประการ คือ การมีระบบการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ การมีภยันตรายกับหลอดเลือด และ การอยู่นิ่ง หรือที่เรียกว่า Stasis ของการไหลเวียนของเลือด ดังนั้นการนั่งนาน ๆ ในกรณีรายงานผู้ป่วยที่นิวซีแลนด์นั้นก็เป็นข้อที่ต้องขบคิดอย่างมาก โดย อาการที่เรียกว่า DVT นี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีเลือดข้นอยู่ในเส้นเลือดดำ ซึ่งมันจะค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองไปเป็นก้อนลิ่ม โดยอาการที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดคือ ขาจะเริ่มบวม ส่วนอาการที่อันตรายจะเกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดแตกออก และเดินทางไปยังหัวใจ หรืออวัยวะภายในที่สำคัญๆ ซึ่งผลลัพธ์ของอาการที่เกิดขึ้นจะไม่อาจคาดเดาได้ เพราะอาการจะเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดต่าง ๆ ที่กระจายไป โดยส่วนใหญ่ที่ปอด และอาจลัดข้ามไปฝั่งของระบบหลอดเลือดแดงได้หากภายในห้องหัวใจมีรอยเชื่อมต่อที่เรียกว่า ASD หรือ PFO ครับ
3. ภัยโดยอ้อมเมื่อใช้คอมพิวเตอร์ เช่น ภัยที่เกิดจากการหลอก ล่อหลวง หรือดักเอาข้อมูลสำคัญ อันนี้เป็นภัยที่มากับอินเทอร์เน็ต หรือภัยไซเบอร์ ในขณะที่ชุมชนใหม่บนโลกไซเบอร์กำลังก่อและพัฒนาเกิดขึ้น การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับว่าสะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการในทุกด้าน โลกที่เปิดกว้างนี้ได้สร้างความสัมพันธ์ให้กับผู้คนในหลากหลายรูปแบบ แต่ขณะเดียว กันสังคมไซเบอร์ก็นำพาปัญหามาให้กับผู้ใช้ โดยเฉพาะ เยาวชน ที่อาจเผลอไผลใช้เทคโนโลยีโดยรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ จนเกิดเป็นภัยร้ายลุกลามได้ หากเอ่ยถึงภัยร้ายทางอินเตอร์เน็ต เรียกว่ามีหลากหลายรูปแบบให้ต้องระแวดระวัง อาจได้ประมาณ 3 กลุ่ม คือ
ภัยจากคนแปลกหน้า หรือ บุคคลเสมือน บางทีเด็กหญิงที่เราเจอในแช็ตรูม ที่จริงอาจเป็นชายวัยกลางคน หรือ BOT ที่เข้ามาพูดคุย สร้างภาพเพื่อหลอกให้เราตายใจ หวังล่อลวงนัดพบ และเมื่อออกไปเจอก็อาจถูกล่วงเกินหรือทำร้าย มิจจาชีพกลุ่มหนึ่งทำเว็บไซต์ปลอมหลอกให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์ติดต่อ เลขรหัสบัตรเครดิต แล้วนำไปใช้แอบอ้างเป็นตัวเรา
ภัยจากเนื้อหาต้องห้าม อินเตอร์เน็ต เป็นแหล่งรวมเนื้อหา ข้อมูล รูปภาพ ความคิดเห็นนานาจากผู้คนทั่วโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์และข้อมูลที่เป็นอันตราย เช่น การเผยแพร่ สิ่งพิมพ์รูปภาพ หรือโฆษณาวัตถุลามก อนาจาร ผิดกฎหมาย หมิ่นประมาท ยุยงก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม เนื้อหารุนแรงเกลียดชัง บ่อนทำลาย ผิดศีลธรรม เนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้ง บางส่วนเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวที่เอนเอียง บางส่วนไม่ใช่ความจริง จึงต้องรู้เท่าทันและมีวิจารณาญาณกับเนื้อหา ข้อความ หรือสิ่งที่อ่านบนอินเทอร์เน็ต
ภัยจากการใช้งานไม่เหมาะสมอื่น ๆ ไวรัสคอมพิวเตอร์แพร่ระบาดได้ง่ายผ่านเครือขายอินเทอร์เน็ตโดยผู้ใช้ที่ขาดความรู้และความระมัดระวัง กระจายตัวอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายได้ครั้งละมาก ๆ นอนกจากนี้ ยังมีผู้ไม่ประสงค์ดีทำการบุกรุกเครือข่ายเพื่อขโมยข้อมูล แก้ไขข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำการโจมตีให้ระบบล่ม ภัยจากโลกไซเบอร์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งได้แก่ การที่เด็กและเยาวชนใช้เวลามากเกิน ไป บนโลกออนไลน์ ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ละเลยต่อการเรียนหรือกิจกรรมกลางแจ้งในโลกปกติ ทำให้เสียสุขภาพและขาดทักษะการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งความปลอดภัยในการส่งข่าวสารข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมีน้อย ซึ่งจะเห็นได้จากกระทรวงทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ประกาศห้ามข้าราชการใช้อินเทอร์เน็ตของเอกชนส่งข่าวสารข้อมูล โดยกำหนดระยะเวลาให้งดใช้ดังนี้ตั้งแต่ข้าราชการ ระดับ 8 ขึ้นไปให้งดใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2551 เป็นต้นไป ส่วนข้าราชการตั้งแต่ระดับ 7 ลงมาให้เลิกใช้ภายในระยะเวลา 1 ปี นับต่วันประกาศ (ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวง)
4. โรคติดอินเทอร์เน็ต ( Webaholic) เป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อ Kimberly S Young ได้ศึกษาและวิเคราะห์ไว้ว่า บุคคลใดที่มีอาการดังต่อไปนี้ อย่างน้อย 4 ประการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี แสดงว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต 1. รู้สึกหมกมุ่นกับอินเทอร์เน็ตแม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต 2. มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้นอยู่เรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตได้ 3. จะรู้สึกหงุดหงิดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง หรือหยุดใช้ 4. คิดว่าเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้วทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น ซึ่งการใช้เป็นอินเทอร์เน็ตบางครั้งเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดในชีวิตจริงซึ่งควรต้องได้รับการแก้ไขที่เหมาะสมโดยญาติหรือผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำ แต่ผู้ป่วยหรือกลุ่มที่มีอาการติดการเล่นอินเตอร์เน็ตนี้ จะหลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตของตนเอง และมีอาการผิดปกติเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต เช่น หดหู่ ซึมเศร้าหรือกระวนกระวาย ซึ่งอาการดังกล่าว ถ้ามีมากกว่า 4 ประการในช่วง 1 ปี จะถือว่าเป็นอาการติดอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบร่างกาย ทั้งการกิน การขับถ่าย และกระทบต่อการเรียน สภาพสังคมของคนๆ นั้นขาดความสามารถในการเข้าสังคม ต่อไป
5. มีรายงานสนับสนุนหลายการศึกษาก่อนหน้านี้ว่า การใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ๆ นั้นทำให้เกิดกลุ่มอาการ Carpal Tunnel Syndrome หรือ CTS โดยเชื่อว่าเป็นการเกิดจากกลไก repetitive stress injuries ของเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณรอบข้อมือโดยบางคนถือว่าเป็นภัยที่มองไม่เห็น หรือเรียกว่า Invisible computer diseases เพราะผู้ใช้บางทีไม่รู้ว่าเกิดอาการ แต่เมื่อไปบ่นกับเพื่อนร่วมงานแล้วมักมามองสาเหตุการเกิด ปัจจุบันมีศาสตร์ที่เรียกว่า การยวิทยา มาช่วยอธิบายและไขปัญหาเหล่านี้ และเมื่อไม่นานมานี้มี Special Health Report from Harvard Medical School ได้ปฏิเสธกลไกนี้เนื่องจากเป็นความเชื่อที่ผิดว่าการมี repetitive stress injuries ของเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณรอบข้อมือในขณะใช้คอมพิวเตอร์นั้น ไม่เหมือนกับการอธิบายแบบกลไกหารเกิดโรคอื่น เช่น tennis elbow ซึ่งเป็นการบาดเจ็บของเอ็นและกล้ามเนื้อจากการ ทำงานซ้ำ ๆ ของกล้ามเนื้อและอ็นบริเวณข้อศอกของแขนที่ใช้จับไม้เทนนิส แต่ CTS นั้นเกิดจากการกดของเส้นประสาท median nerve ซึ่งอาจอธิบายไม่ได้ชัดเลยว่าการใช้งานคอมพิวเตอร์มากหรือผิดหลักการยวิทยานั้นทำให้เกิด และก็มีความสัมพันธ์กัน ยังไงก็ต้องระวังเช่นเดียวกัน

ท่าทางการทำงานกับปัญหาการใช้กล้ามเนื้อในภาวะสถิต

ท่าทาง

ผลการที่เป็นไปได้

การยืนในสถานที่หนึ่ง ๆ                                                 

เท้าและขา เกิดเส้นโลหิตพอง                                                 

การนั่งตัวตรงโดยปราศจากที่พิงหลัง

การยืดตัวของกล้ามเนื้อหลัง

การนั่งเก้าอี้ที่มีที่นั่งสูงเกินไป

หัวเข่า , น่องขา และเท้า

การนั่งเก้าอี้ที่มีที่นั่งต่ำเกินไป

หัวไหล่ และคอ

ลำตัวโค้งไปด้านหน้าในขณะนั่งหรือยืน

บริเวณเอว และส่วนของหมอนรองกระดูก

แขนยื่นไปด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้าง

หัวไหล่และแขนส่วนบน เนื้อที่หุ้มบริเวณหัวไหล่

ศีรษะก้มไปด้านหน้าหรือเงยหลัง

คอ และหมอนรองกระดูก

การบีบจับเครื่องมือหรือ อุปกรณ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ

ข้อมือ การอักเสบที่เป็นไปได้ของเอ็น

6. เชื้อโรค เชื้อรา ความสกปรกบนแท่น key board มีงานวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ว่าได้ทำการเพาะเชื้อบนแป้น key board ที่เราพิมพ์กันอยู่ทุกวันนี้ครับ ผลปรากฎว่า ขึ้นยุ๊บยั๊บ ทั้งแบคทีเรีย เชื้อราหลายประเภท ซ้ำเชื้อกลุ่มนี้ยังก่อโรคมายังคนได้ง่ายครับ ลองนึกภาพที่เราทำงานไป พิมพ์คอมพิวเตอร์ไป กินขนมไป มือก็ไม่สะอาด แล้วประมวลผลลัพธ์เอาเองครับ
7. ฝุ่นละออง ผง ตัวการสำคัญที่อาจกระตุ้นภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจ ในคอมพิวเตอรตั้งโต๊ะที่ใช้งานอยู่ตามบ้าน หรือออฟฟิต หากไม่ได้รับการดูแล ให้สะอาดก็จะเป็นที่สะสมของฝุ่นละออง ไรฝุ่น ซึ่งอาจเป็นตัวการสำคัญในการกระตุ้นให้ ตัวท่านเอง บุตรหลาน หรือคนในครอบครัวเกิดออาการภูมิแพ้ หรือมีการกำเริบของอาการหากมีโรคกลุ่มนี้เป็นโรคประจำตัวอยู่

การป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์

1. การป้องกันนั้นไม่ยากเท่าไร หากเราต้องทำงานด้วยคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรรู้จักที่จะพักผ่อนสายตาอย่างเหมาะสม เช่น เมื่อทำงานได้ 1-2 ชั่วโมง ก็ควรหยุดพักผ่อนสัก 10-15 นาที โดยจะหลับตาพักผ่อนก็ได้ หรือจะมองต้นไม้ ที่มีสีเขียวทางไกลๆก็ได้ บริหารดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด ด้วยการกลอกตาไปรอบๆ เป็นวงกลม สัก 5-6 รอบ ใช้นิ้วนางทั้ง 2 นิ้ว แตะที่หัวตาแต่ละข้าง คลึงเบาๆ แบบกดจุดนาน 1-2 วินาที และที่ลืมไม่ได้ควรหมั่นตรวจเช็คสายตาอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หากรู้สึกว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับสายตา หรือการมองเห็น
2. ตั้งจอคอมพิวเตอร์ให้ห่างจากระดับสายตาราว 20-24 นิ้ว ( ราว 2 ฟุตครับ ) โดยจัดวางให้ระดับจอต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อยเพื่อลดการตกของจุดรวมแสง อาจใช้น้ำตาเทียมมาช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นของดวงตาหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรืออาจบังคับให้ตัวเองกระพริบตาบ่อย ๆ ในขณะใช้คอมพิวเตอร์ จัดระดับแสงของจอให้เหมาะสมไม่มืดหรือสว่างจนเกินไปจนเกิด glare บนจอคอมพิวเตอร์ ( ความสว่างของหน้าจอควรเป็น 3 เท่าของแสงสว่างแวดล้อม ) ในเด็กควรหลีกเลียงการใช้นาน ๆ ครับ เพราะระดับสายตาเขายังไม่คงที่ อันนี้รวมถึงการดูทีวีด้วย โดยไม่แนะนำให้ดูใกล้ ๆ ควรห่างจากจอทีวีราว 10 ฟุต และไม่ควรเล่นหรือดูนาน 1-2 ชั่วโมง ส่วนการเล่นคอมพิวเตอร์ก็หลีกเลี่ยงซะ แต่ถ้าจำเป็นก็ใช้ระยะเวลาให้น้อยที่สุดก็พอจะช่วยได้ครับ
3. จัดท่านั่งที่ถูกต้องเวลาใช้คอมพิวเตอร์ เช่น เวลาพิมพ์ ข้อศอกกับคีย์บอร์ดควรอยู่ในระดับเดียวกัน เท้าสองข้างวางเรียบๆ บนพื้น นั่งตัวตรง ในขณะที่ใช้เมาส์และคีย์บอร์ด ระวังท่าทางการใช้ โดยพยายามอย่าให้ข้อมือเกิดการโก่งต้องโค้งผิดปกติ มุมของจอมอนิเตอร์ควรจะอยู่ในระดับเดียวกับสายตาของเรา หรือต่ำกว่าเล็กน้อย อย่าให้ต้องก้มหรือเงยหน้า เพื่อมองจอ ควรเลือกใช้ตัวอักษรสีดำบนพื้นสีขาวเป็นหลัก หลีกเลี่ยงพื้นสีเข้มและขนาดของตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอ ควรจะมีขนาดอย่างน้อยใหญ่เป็น 3 เท่าของตัวอักษรที่เล็กที่สุดที่คุณสามารถอ่านได้ อาจออกกำลังกายเพื่อคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ เช่น การกำมือและคลายมือ การนวดไหล่ ดัดคอ หรือยืดแขน ซึ่งสามารถทำได้ในที่ทำงาน และเมื่อทำงานหลายสิบนาทีแล้วก็ให้ลุกขึ้นหรือขยับตัว เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อเป็นระยะ

4. หมั่นทำความสะอาด ปัดฝุ่นให้คอมพิวเตอร์และบริเวณที่ทำงานสะอาด หมั่นทำความสะอาด key board เป็นระยะเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค การล้างมือหรือไม่รับประทานอาหารขณะทำงานก็เป็นสุขอนามัยที่ควรปฏิบัติเป็นนิจ

บทความโดย

SAKDA ARJ-ONG

อ.นพ.ศักดา อาจองค์, พบ. บธบ
อาจารย์
& ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร
ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

SAKDA ARJ-ONG, MD, BBA
Medical Staff,
Head of Pediatric Emergency Division,
Emergency Medicine Department

Pediatrics & Pediatric Cardiology
Cert. in Intervention Pediatric Cardiology
Emergency Medicine, Family Medicine
Ramathibodi Hospital Medical School
Faculty of Medicine, Mahidol University
Bangkok, Thailand 10400
Email : dr.sakda@gmail.com ,
s.arj-ong@hotmial.com, arj-ong@hotmail.com
rasaj@mahidol.ac.th

Picture of UncleHeng @CP
ตอบ: มารู้จักโรค CVS & CTS โรคคอมพิวเตอร์ โรคใหม่ที่ควรรู้จัก
by UncleHeng @CP - Friday, 19 December 2008, 1:49 PM
 
ขอบคุณอาจารย์หมอมากครับ สงสัยอยู่เหมือนกันว่า
กลับบ้านเลิกงานทีไรปวดคอร้าวไปหลัง ตานี้มัว ๆ เลย
เวลาขับรถรู้สึกได้เลย เวลามองเปลี่ยนระยะ ครับ แล้วผม
จะปรับตามที่แนะนำ บทความนี้อยากให้อาจารย์หมอเผย
แพร่ด้วยครับ มีประโยชน์มาก เพราะไม่เคยรู้มาก่อน

ขอบคุณครับ ขอให้ทีมงานจัดการความรู้สรรหาสิ่งดี ๆ แบบนี้
มาฝากกันบ่อย..ลุงจะได้ติดตามประจำ :)
Picture of guest09 ramakm
ตอบ: มารู้จักโรค CVS & CTS โรคคอมพิวเตอร์ โรคใหม่ที่ควรรู้จัก
by guest09 ramakm - Friday, 19 December 2008, 2:02 PM
 

ขอบคุณมากค่ะ นับเป็นงานหนึ่งที่ office ต้องปรับ
ให้พนักงานดูแลเรื่องฝุ่นและความสะอาด ไม่รับประทาน
อาหารไปกินไป บทความดีค่ะ ขอบคุณอาจารย์หมอด้วย
เหมือนกันค่า :)

Picture of ladda sorakunpipitkun
ตอบ: มารู้จักโรค CVS & CTS โรคคอมพิวเตอร์ โรคใหม่ที่ควรรู้จัก
by ladda sorakunpipitkun - Friday, 19 December 2008, 4:00 PM
 

ดี :)

Picture of guest02 ramakm
ตอบ: มารู้จักโรค CVS & CTS โรคคอมพิวเตอร์ โรคใหม่ที่ควรรู้จัก
by guest02 ramakm - Monday, 22 December 2008, 3:23 PM
 
thanks ค่า
ภัยใกล้ตัวจริง ๆ นะค่ะ
ปลูกต้นไม้เขียวไว้บนโต๊ะ น่าจะช่วยได้
ไว้พักสายตา และ ให้ออกซิเจนด้วย ^^
ดิฉันยังใช้ที่คลุมคอม ช่วยลดฝุ่นได้ดีค่ะ
Picture of guest09 ramakm
ตอบ: มารู้จักโรค CVS & CTS โรคคอมพิวเตอร์ โรคใหม่ที่ควรรู้จัก
by guest09 ramakm - Thursday, 25 December 2008, 6:18 PM
 
น่ากลัวมากค่ะ