ข่าวประกาศ

เรียนรู้ที่จะรักกัน...ด้วยเจตนาและปัญญาที่ดี

 
Picture of Fatman 130
เรียนรู้ที่จะรักกัน...ด้วยเจตนาและปัญญาที่ดี
by Fatman 130 - Wednesday, 4 February 2009, 4:59 PM
 
คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้
โดย ผศ.ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th

บทความที่แล้วผมได้เขียนกล่าวแนะนำในเรื่องของการขจัดความขัดแย้งในสังคมไทย โดยได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฟังเทศน์ ณ วัดญาณเวศกวัน มาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านทราบกัน และต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า ผมเองโชคดีอีกครั้งหนึ่งที่ได้ฟังเทศนาธรรมอีกครั้ง ณ วัดญาณเวศกวันเช่นเดียวกัน เนื่องจากได้ติดสอยห้อยตามบุพการีไปร่วมงานทอดกฐินของวัด และก็รู้สึกอิ่มเอมใจเหลือเกินที่ได้รับฟังเทศนาธรรมจากเจ้าอาวาสของวัด กล่าวคือ พระพรหมคุณาภรณ์ พระภิกษุที่ผมเห็นว่ารู้แท้ รู้จริงในเรื่องของพระพุทธศาสนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นผู้ที่มีปัญญาอย่างแท้จริง และเมื่อฟังเทศนาธรรมจบก็คิดอีกว่าจะต้องนำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านต่อไป

สิ่งที่พระพรหมคุณาภรณ์ได้กล่าวอธิบายในวันนั้นคือเรื่องของพรหมวิหาร 4 โดยท่านได้พยายามสร้างความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กล่าวคือ ความแตกแยกในสังคมไทย เป็นหลักธรรมที่สามารถใช้ได้อย่างง่ายดายในชีวิตประจำวัน และสามารถจะช่วยให้คนไทยที่อยู่ในสถานการณ์ในความแตกแยกกัน หันมารักกันได้ อย่างไรก็ดีในบทความนี้ผมขออนุญาตเปลี่ยนจากบริบทที่เกี่ยวกับการเมืองซึ่งเป็นเรื่องหนักพอควรสลับมาเป็นเรื่องเบาๆ อย่างเรื่องของความรักแบบหนุ่มสาวหรือแบบสามีภรรยากันบ้าง ผมจึงขอแนะนำวิธีการคงไว้ซึ่งความรักกับคู่รักของท่านด้วยหลักธรรมพรหมวิหาร 4 โดยสร้างความเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของการจัดการความรู้ด้วย ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดยังไม่มีคู่รักสามารถนำไปปรับใช้ได้กับบริบทของความรักในด้านอื่นๆ อาทิ ความรักต่อบุพการี ต่อเพื่อนฝูง ต่อญาติพี่น้อง เป็นต้น

พรหมวิหาร 4 นั้นประกอบด้วย 1) เมตตา 2) กรุณา 3) มุทิตา 4) อุเบกขา กล่าวถึง "ความเมตตา" ในบริบทของความรักนั้นคือความปรารถนาดีต่อคู่รัก ในความปรารถนาดีนั้นย่อมเกี่ยวเนื่องกับการใฝ่ที่จะเรียนรู้ในเรื่องทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ความรู้สึกทุกข์ใจ ความรู้สึกสุขใจของคนรักนั้น ถือเป็นองค์ความรู้ที่คู่รักย่อมแบ่งปันกัน การที่คู่รักคู่หนึ่งถามไถ่ทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ย่อมเป็นการพยายามที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงความปรารถนาดีต่อกันและกัน จริงๆ แล้วผมคิดว่าการที่คนเรามีคู่รักหรือคู่ชีวิตนั้นก็คือมีใครสักคนบนโลกใบนี้ที่รู้เขารู้เรา และความปรารถนาดีต่อกันและกันก็มักจะถูกแสดงผ่านทางความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ถ้าคู่รักคู่ไหนไม่มีใจที่จะใฝ่รู้เกี่ยวกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรัก ไม่เคยคิดที่จะถามไถ่ถึงเรื่องทุกข์สุขก็จะเป็นการยากที่จะแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดี บางทีเพียงแค่ถามว่า "วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยไหมครับ/ค่ะ" ก็ถือเป็นการแสดงเมตตาจิตต่อคู่รักแล้ว คู่รักได้ยินก็รู้สึกดีและก่อให้เกิดความรักที่ยั่งยื่นต่อไป

เมื่อกล่าวถึง "ความกรุณา" สำหรับความกรุณาในบริบทของความรักนั้น ผมมองว่าคือการเอาใจคนรักมาใส่ใจเรา เมื่อคนรักเราประสบปัญหาหรือมีเรื่องไม่สบายใจ เราย่อมที่จะเกิดความสงสารคนรักของเรา ย่อมที่จะเอาใจใส่คนรักของเรามากเป็นพิเศษเมื่อเขาประสบกับปัญหา และในความสงสาร สนใจ เอาใจใส่ เราสามารถแสดงความกรุณาที่จะช่วยให้เขาพ้นจากปัญหาหรือจากความไม่สบายใจตามที่เราจะทำได้ เราสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรามีอยู่ในการวิเคราะห์ปัญหาที่คนรักของเราประสบ และลองสนทนากันอย่างมีเหตุมีเหตุผลถึงมุมมองต่างๆ ที่จะนำไปสู่หนทางการแก้ไขปัญหา และถ้าโชคดีการสนทนากันอย่างมีเหตุมีผลดังกล่าวอาจนำไปสู่หนทางการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ (ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ใหม่) และในที่สุดก็ช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ใจออกไปจากคนรักของเราได้ สิ่งนี้จะช่วยให้คนรักซาบซึ้งในน้ำใจของท่าน และก่อให้เกิดความรักที่ยั่งยืนต่อไป

เมื่อกล่าวถึง "มุทิตา" สำหรับความมีมุทิตาจิตในบริบทของความรักนั้น ผมมองว่าคือการเห็นคุณค่าของคนที่เรารัก ผมมองว่านอกจากคนรักจะเป็นใครสักคนหนึ่งที่รู้เขารู้เรา สนใจห่วงใยกัน อีกสิ่งหนึ่งคือเป็นใครสักคนที่มองเราในแง่ดี และเราเองก็มองคนรักของเราในแง่ดี คนรักจะเป็นคนที่พร้อมที่จะเข้าใจและเป็นกำลังใจในสิ่งที่เราคิดจะทำ ยินดีและดีใจกับเราเมื่อเราทำสิ่งนั้นๆ สำเร็จ การที่คนรักเห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ย่อมเป็นการส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกัน ในการส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกันย่อมหมายถึงการพยายามนำความรู้ความสามารถของแต่ละฝ่ายมาประยุกต์ใช้ร่วมกันเพื่อให้เกิดการดำรงชีวิตคู่ที่ดี ในทางตรงกันข้ามถ้าคู่รักต่างไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าในตัวตน และคุณค่าในความรู้ความสามารถของคนรัก ก็ย่อมจะเป็นการยากที่จะทำให้คู่รักเดินเคียงคู่กันตลอดไป เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่คนรักจะเห็นซึ่งคุณค่าซึ่งกันและกัน และสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความรักที่ยั่งยืนต่อไป

เมื่อกล่าวถึง "อุเบกขา" สำหรับความมีอุเบกขาในบริบทของความรักนั้น ผมมองว่าคือการเป็นที่พึ่งให้กับคนรักได้ เพราะในเวลาที่คนรักเราประสบกับปัญหา หรือมีความไม่สบายใจ เราเป็นผู้ที่ต้องมีสติและต้องใช้ปัญญาในการดำรงชีวิตและธำรงรักษาไว้ซึ่งความอยู่รอดของครอบครัว การมีอุเบกขาคือการมิให้โลภ โกรธ หลง มาครอบงำจิตใจ ผมขอยกตัวอย่างเช่น เมื่อคู่รักเรามีปัญหาทะเลาะกับใครสักคน ก็มิใช่จะโกรธไปกับคู่รักของเราด้วย แต่ใช้ปัญญาในการอยู่นิ่งและคอยเป็นที่ปรึกษาให้กับคู่รัก เป็นที่พึ่งให้กับคู่รักของเราในฐานะที่เป็นผู้รับฟังปัญหาของคู่รัก เพื่อให้คู่รักมีจิตใจที่มั่นคง มีกำลังใจที่ดีขึ้น เกิดสติและปัญญาที่จะไปแก้ไขปัญหากับคนที่เขาไปทะเลาะด้วยอย่างมีเหตุมีผล และเขาก็จะรู้สึกดีกับเราเมื่อเขาสามารถที่จะแก้ไขปัญหากับคนที่เขาทะเลาะอยู่ได้เรียบร้อยดี เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าการเป็นที่พึ่งให้กันและกันจะช่วยก่อให้เกิดความรักที่ยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ พระพรหมคุณาภรณ์ยังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เมตตา กรุณา และมุทิตา นั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาดี ซึ่งในบริบทของความรักนั้นก็เป็นที่แน่นอนว่าคนรักจะรักกันอยู่ได้ต้องมีเจตนาที่ดีต่อกัน และการแสดงเจตนาที่ดีนั้นก็มิใช่เรื่องยาก หรือต้องพูดออกมาให้ชัดเจนว่า เจตนาดีแต่การครองรักกันโดยใช้หลัก เมตตา กรุณา และมุทิตา ตามที่ผมได้อธิบายไว้แต่ข้างต้นก็ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาที่ดีต่อคู่รักของท่านไปพร้อมๆ กับการใช้ชีวิตประจำวันแต่ละวันของท่านอยู่แล้ว และนี่ถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ชีวิตของท่านมีความสุขเพิ่มขึ้นมาบ้าง เนื่องด้วยว่าสภาพสังคมตอนนี้ดูช่างยุ่งเหยิง แข่งขันกันและซับซ้อนยิ่งนักจนบางทีความมีเจตนาดีระหว่างมนุษย์ด้วยกันก็ดูจะน้อยลงไปทุกที

เพราะฉะนั้น การมีคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยเจตนาที่ดีต่อกันและกันย่อมเป็นยาชูกำลังกายและใจให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอาศัยอยู่ในสังคมที่ยุ่งเหยิงและซับซ้อนได้อย่างมีความสุขพอสมควร แต่สำหรับเรื่องของอุเบกขานั้นพระพรหมคุณาภรณ์ได้กล่าวว่าเป็นการใช้ชีวิตอย่างมีปัญญา และแน่นอนว่าการมีเจตนาที่ดีต่อกันย่อมเป็นกำลังใจที่ดีซึ่งกันและกันต่อคนที่เป็นคู่รักหรือคู่ชีวิตกัน แต่การที่ใช้ปัญญาในการเสริมสร้างความรักจะช่วยทำให้ชีวิตรักนั้นดำเนินทางไปสู่ความสำเร็จ และนี่ก็ถือเป็นที่มาของชื่อบทความนี้

ในความเชื่อของผมนั้นคิดว่าคนเราทุกคนมีชีวิตอาศัยอยู่บนโลกแห่งนี้ก็เพราะว่ามีความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักต่อคู่รัก ความรักต่อบุพการี ความรักต่อญาติพี่น้อง ความรักต่อเพื่อนฝูง ความรักต่อบุคคลอื่นๆ หรือแม้กระทั่งความรักต่อสัตว์เลี้ยง ความรักเป็นเหมือนยาชูกำลังใจ ความรักเป็นสิ่งที่มิใช่รักกันแล้วก็จบ แต่ผมเชื่อว่าความรักเป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ที่จะทะนุถนอมไว้ เพื่อจะก่อให้เกิดความสามารถที่จะรักกันนานๆ และผมก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศรอบตัวเราให้ดีขึ้น และถ้าจะถามผมว่าอะไรน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนในสังคมไทยเลิกขัดแย้งกัน ผมก็อยากจะตอบว่า อยากให้คนไทยหันกลับมาย้อนนึกถึงอดีตว่าเรารักกันแค่ไหน เราถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมากแค่ไหน ถึงเวลานี้เราต้องตัดกิเลสแห่งความโกรธ โลภ และหลงที่จะเอาชนะซึ่งกันและกัน และหันมาเรียนรู้ที่จะกลับมารักกันเหมือนเดิม

Picture of somnuk suttiruksiri
ตอบ: เรียนรู้ที่จะรักกัน...ด้วยเจตนาและปัญญาที่ดี
by somnuk suttiruksiri - Thursday, 24 September 2009, 12:58 PM
 
ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความดีๆ สังคมจะได้น่าอยู่ขึ้นค่ะ