ข่าวประกาศ

แฉแผนที่ใหม่เขาพระวิหาร ไทยส่อเสียดินแดน

 
123
แฉแผนที่ใหม่เขาพระวิหาร ไทยส่อเสียดินแดน
 

กองทัพกดดัน นพดล บี้เขมรปรับแผนที่กินแดนไทย 

1..
        
ความพยายามของประเทศกัมพูชาในการยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อองค์การยูเนสโก เพื่อพิจารณาให้ "เขาพระวิหาร" เป็น "มรดกโลก" กระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกของคนไทย เพราะถึงแม้ตัวปราสาทจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชาตามคำพิพากษาศาลโลก ทว่า พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีโบราณวัตถุต่างๆ เช่น สระตราว สถูปนูนต่ำ บันไดทางขึ้นเขาพระวิหาร ฯลฯ ก็ยังเป็นข้อพิพาทที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทำให้เกิดกระแสชาตินิยม เพราะเกรงว่าไทยจะ "เสียดินแดน" ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง

         ดังนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่ นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ จะถูกโจมตีอย่างรุนแรง หลังจากพยายามสานต่อความพยายามของรัฐบาลกัมพูชา ที่จะขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างขมีขมันจนผิดสังเกต

         ท่ามกลางข้อครหาว่า อาการรีบเร่งของนายนพดลเกี่ยวพันอะไรกับข่าวการลงทุนเช่าเกาะกงไปทำเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ 

         แถมยังมีข่าวเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งมีพื้นที่กว่า 3 หมื่นตารางกิโลเมตร และคาดว่าจะมีขุมทรัพย์ทางพลังงาน ทั้งก๊าซธรรมชาติ หรือน้ำมัน ซุกอยู่ใต้ผืนทะเลอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ การเจรจาเรื่องเขาพระวิหารของนายนพดล จึงถูกจับตามองทุกฝีก้าวว่ามี "วาระซ่อนเร้น" อะไรอีกหรือไม่ 
         ยิ่งนายนพดลมีท่าทีเกรี้ยวกราดต่อคนศรีสะเกษ ที่ออกมาเรียกร้องให้เปิดเผยผลการเจรจาและแผนที่ฉบับที่ไปตกลงกับรัฐบาลกัมพูชา และการไม่ยอมเปิดเผยแผนที่ฉบับดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ยิ่งทำให้เป็นที่สงสัยทวีคูณ นั่นจึงทำให้นักวิชาการด้านต่างๆ ออกมาตั้งข้อสงสัยถึงท่าทีของนายนพดล และรายละเอียดที่ซุกซ่อนอยู่ในแผนที่ปริศนากันอย่างกว้างขวาง  
         ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็จี้ให้เปิดเผยแผนที่ฉบับนี้เสียที ขณะที่กลุ่มพันธมิตรก็เคลื่อนพลไปกดดันหน้ากระทรวงการต่างประเทศมาแล้ว โดยตั้งข้อหาฉกรรจ์แก่นายนพดล ถึงขั้น "ขายชาติ" เลยทีเดียว  
         ฝ่ายทหารก็มีท่าทีไม่พอใจอย่างมาก ที่นายนพดลไม่ยอมให้ดูแผนที่ แถมยังมาชี้แจงรายละเอียดสั้นๆ และกำชับให้กรมแผนที่ทหารห้ามเผยแพร่แผนอย่างเด็ดขาดอีกด้วย เมื่อแรงกดดันถาโถมเข้าใส่จากทุกสารทิศ จึงทำให้นายนพดลตัดสินใจนำรายละเอียดของแผนที่ฉบับที่ไปตกลงกับกัมพูชามาเผยแพร่ เพื่อลดแรงกดดัน แต่กว่าจะเอาแผนที่ออกมาโชว์ได้ก็ต้องผ่านการงัดข้อประลองกำลังกับฝ่ายทหารมาชนิดเหงื่อตกเลยทีเดียว 
         มีรายงานว่า แผนที่ที่นายนพดลถือมาจากฝ่ายกัมพูชา มีพื้นที่ "รุกล้ำ" เข้ามาในเขตพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา 10 เมตร คือ มีการขีดเส้นออกมาจากบันไดหินขั้นที่ 162 วัดได้ระยะ 30 เมตร ซึ่งโฆษกรัฐบาลกัมพูชาระบุว่า เป็นกฎหมายภายในของกัมพูชาที่ใช้กับโบราณสถานทุกแห่ง 
         ปมปัญหา คือ ตามข้อตกลงเมื่อปี 2505 อาณาเขตกัมพูชาจะสามารถขีดออกมาจากบันไดหินขั้นที่ 162 ได้เพียง 20 เมตรเท่านั้น ฉะนั้นพื้นที่ที่เกินมาอีก 10 เมตร จึงทำให้ฝ่ายทหารไม่สบายใจ เพราะนี่มันเสียดินแดนชัดๆ 

         ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายทหารจึงพยายามชี้แจงให้นายนพดลเข้าใจว่า หากยึดถือแผนที่ฉบับที่กัมพูชาส่งมาอาจจะมีการรุกล้ำพื้นที่ทับซ้อนที่เป็นปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร จึงขอให้นายนพดลไปเจรจาให้รัฐบาลกัมพูชายึดแผนที่ฉบับเดิมที่ตกลงกันไว้ 
         การเจรจาหารือเรื่องนี้มีขึ้นระหว่างตัวแทนสามฝ่าย ได้แก่ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และ พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย  
         กรมแผนที่ทหารที่ไปสำรวจพื้นที่บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ได้แจ้งกระทรวงการต่างประเทศว่า ต้องมีการเจรจาให้ดี มิเช่นนั้นฝ่ายไทยอาจจะต้องเสียดินแดน  
         แต่กว่าจะได้ข้อสรุปก็ต้องมีการ "เจรจาลับ" อยู่หลายรอบ โดยนายนพดลรับเป็นผู้เจรจากับประเทศกัมพูชา และถือแผนที่กัมพูชามาเปรียบเทียบกับแผนที่ไทย เพราะแผนที่ที่แต่ละฝ่ายถือไว้เป็นแผนที่ "คนละฉบับ" มาตั้งแต่ก่อนมีคำพิพากษาศาลโลกเมื่อปี 2505 แล้ว 
         โดยกัมพูชาต้องการให้ใช้แผนที่อัตราส่วน 1:200,000 ที่ทำขึ้นโดยประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่มีการล่าอาณานิคม ส่วนฝ่ายไทยใช้แผ่นที่อัตราส่วน 1:50,000 ตามมติ ครม.ปี 2505 ในสมัยรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ฝ่ายทหารมองว่า หากยึดตามแผนที่ฉบับของกัมพูชาจะทำให้พื้นที่ของตัวปราสาทรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อน จึงขอให้นายนพดลไปเจรจาขอให้รัฐบาลกัมพูชาทำแผนที่ฉบับใหม่ขึ้นมา โดยยึดตามข้อตกลงปี 2505 
         นายนพดลยินยอมตามข้อเสนอของฝ่ายทหาร จึงเดินทางไปเจรจากับตัวแทนรัฐบาลกัมพูชา ทั้งที่เกาะกง และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 22-23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา 
         ในที่สุดแผนที่กัมพูชาเสนอมาให้ใหม่ ก็ให้ความยินยอมตามที่ไทยร้องขอไป โดยใช้เขตแดนนับจากตัวปราสาทเขาพระวิหารไปทางตะวันตก 100 เมตร และขึ้นไปทางเหนือ 20 เมตร ตามแผนที่ แอล 7017  
         ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จึงมีมติยอมรับ และเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ซึ่งมีมติเห็นพ้องตาม สมช. เพราะเห็นว่าแผนที่ฉบับที่กัมพูชาส่งมาให้พิจารณาไม่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ทับซ้อนที่เป็นปัญหามานาน  
         ครม.จึงมอบหมายให้นายนพดลเป็นผู้ลงนามตามข้อเสนอกัมพูชา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยมาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นฝ่ายกัมพูชาจะส่งให้ยูเนสโกพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในการประชุมดับเบิลยูเอชซี ครั้งที่ 32 ณ เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา ในกลางเดือนกรกฎาคมนี้ แต่ข้อตกลงครั้งนี้จะ "แฮปปี้เอ็นดิ้ง" ไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ก็ต้องรอดูต่อไป เพราะยังมีนักวิชาการบางส่วนท้วงติงว่า ไทยยัง "มีสิทธิ์" ในการเรียกร้องกรรมสิทธิ์เขาพระวิหารคืนได้ทุกเมื่อ เพราะรัฐบาลไทยเคยร้องขอที่จะ "สงวนสิทธิ์" ในการทวงคืนเอาไว้ตั้งแต่ปี 2505  
         การยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ก็เท่ากับ "ตัดสิทธิ์" ในการทวงคืนเขาพระวิหารไปโดยปริยาย นั่นคือข้อท้วงติงที่แหลมคม และต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่การแถลงข่าวเพื่อชี้แจงของนายนพดลครั้งล่าสุด ก็ช่วยลดกระแสโจมตีรัฐบาลไปได้พอสมควร ขืนแบกข้อหาขายชาติ โดยไม่ยอมชี้แจง ย่อมถูกฝ่ายตรงข้าม "ล่อเป้า" และ "ขยายผล" จนมีสิทธิ์หล่นเก้าอี้ได้ไม่ยาก !!!

 
ข้อมูลและภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
โดย ทีมข่าวความมั่นคง

http://hilight.kapook.com/view/25456