ข่าวประกาศ

10 โรค ที่พบบ่อยในหน้าหนาว(ช้า) ที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2552 นี้

 
Picture of หนูน้อย ประชาสัมพันธ์
10 โรค ที่พบบ่อยในหน้าหนาว(ช้า) ที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2552 นี้
by หนูน้อย ประชาสัมพันธ์ - Saturday, 27 December 2008, 8:15 PM
 
ในปัจจุบันถึงแม้ภาวะโรคร้อน จะมีผลทำให้อากาศในบ้านเราแปรปรวนไปไม่มากก็น้อยก็ตาม บางส่วนภูมิภาคอาจจะรับเอาอากาศที่หนาวเย็นไปเต็ม ๆ แต่ในทางตรงกันข้ามโดยเฉพาะส่วนใจกลางเมือง เช่น กรุงเทพของเราอาจจะแทบไม่รู้สึกเลยว่าได้ย่างเข้าหน้าหนาวกับเขาแล้ว เพราะผู้คนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกเพียงแค่ว่าอาการเย็นขึ้น วันสองวัน หรืออากาศเย็น ๆ อยู่ ๆ ก็เกิดฝนตก หรือเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อน ในช่วงธันวาคมนี้ซึ่งเราคิดว่าจะหมดหนาวไปแล้วแต่เนื่องความกดอากาศต่ำ จากประเทศจีนแผ่ลงมาอีกรอบ ทำให้เราต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็นขึ้นช่วงปีใหม่นี้ โดย ภาคเหนือตอนบนอากาศจะลดลง 1-3 องศามีฝนตกบางพื้นที่ ภาคใต้ไม่ต้องพูดถึงอากาศเย็นลง และรายงานเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ว่าจะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ ทำให้ร่างกายของเราปรับตัวไม่ทัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งเด็กเล็กและเด็กที่อยู่ในวัยเรียน หรือไม่เว้นแม้แต่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุก็มีโอกาสเกิดอาการเจ็บป่วยไปตาม ๆ กัน
สำหรับชาว กทม. นั้น อาจจะฟันธงไปเลยได้ว่าไม่มีโอกาสได้ใส่เสื้อกันหนาวกันในปีนี้ อาจมองในแง่ดีว่าไม่ต้องคอยเตรียมตัวซื้อข้าวของ เสื้อผ้ากันหนาวเพื่อเตรียมรับกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ตรงกันข้ามกับในส่วนภูมิภาค ซึ่งในปีนี้ในหลายๆ ภาคส่วน ได้รับผลกระทบกับอากาศที่หนาวเย็นมากขึ้นจากอุณหภูมิที่ดูจะมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลงในหลาย ๆ พื้นที่และเหมือนว่าจะยาวนานขึ้นกว่าทุก ๆ ปี บางคนอาจจะไม่ค่อยรู้สึกสะทกสะท้านกับการเปลี่ยนแปลงนี้เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็คงจะผ่าน ๆ ไป เพราะมัวแต่ยุ่ง ๆ ปรับตัวกับสภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ โดยคิดเอาว่าหากเรามีร่างกายที่แข็งแรงอยู่เป็นทุนอยู่แล้วก็ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร อันนี้ขอบอกเลยว่าไม่จริงครับ จากการติดตามสถานการณ์ในฤดูหนาวที่ผ่านมาโดย กระทรวงสาธารณสุข นั้น พบว่า ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 2550 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2551 มีผู้ป่วยจากโรคฤดูหนาว รวมกันทั่วประเทศกว่า 515,580 ราย พบว่ามีการเสียชีวิต 315 ราย พบอัตราการเกิดโรคสูงสุดคือโรคอุจจาระร่วงหรือลำไส้อักเสบ โดยพบ 442,187 ราย เสียชีวิต 31 ราย รองลงมาคือ ปอดบวม/ปอดอักเสบอัตราการป่วย 43,109 ราย เสียชีวิต 280 รายอันดับสามคือโรคสุกใส พบว่าป่วยถึง 22,745 ราย เสียชีวิต 2 ราย ไข้หวัดใหญ่พบอัตราการป่วย 6,754 ราย เสียชีวิต 2 ราย และโรคหัดมีอัตราการป่วย 1,645 ราย ส่วน หัดเยอรมันมีอัตราการป่วย 128 ราย ซึ่งในกลุ่มหลังไม่พบรายงานว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิต
เพื่อให้รู้ทันกับ 10 โรคร้ายที่แฝงมากับหน้าหนาวปีนี้ เราจึงควรรู้ว่ามีโรคอะไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถป้องกันได้ ดูแลรักษาเยียวยาได้ด้วยตนเองเบื้องต้นได้ กลุ่มโรคที่ลมหนาวหอบเอามาพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็นที่ว่านี้ อาทิ เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่และอาจต้องคอยระแวดระวังในเรื่องของไข้หวัดนกที่มีการระบาดอยู่เนื่อง ๆ ด้วยเหมือนกัน โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดบวมหรืออีกชื่อที่ชาวบ้านคุ้นกันคือปอดอักเสบ โรคสุกใสหรืออีสุกอีใส โรคหัด หัดเยอรมัน โรคตาแดง โรคท้องร่วงหรือลำไส้อักเสบ โรคผิวหนังแห้งอักเสบ และโรคที่มาพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ที่ผู้บริโภคย่อมมองหาทางเลือกที่เหมาะสมให้กับตนเอง ซึ่งโรคที่ว่านี้พบมากขึ้นตามลำดับก็คือ โรคผิวหนัง เช่น เชื้อรา กลาก เกลื้อน การแพ้ทางผิวหนัง จากเสื้อกันหนาวหรือเครื่องนุ่งห่มมือสอง ทั้งที่มาจากภายในและภายนอกประเทศ โรคหลาย ๆ โรคเหล่านี้ พบได้มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปตามพื้นที่และชุมชน ซึ่งในวันนี้เราจะเน้นถึง 10 โรคร้าย ที่แฝงมากับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทุกคน รู้ เข้าใจ สามารถป้องกัน และดูแลตนเองเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม ครับ
1. ไข้ หวัดและโรคไข้หวัดใหญ่ สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อได้ง่ายโดยทางการหายใจ ไอหรือจามรดกัน เชื้อไวรัสจะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย จึงติดต่อได้โดยการหายใจและการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของคนป่วย มักจะมีโอกาสแพร่กระจายในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมากและสถานที่ที่อากาศไม่ค่อยมีการถ่ายเท เช่น โรงภาพยนต์ ห้างสรรพสินค้า ตลาดสดหรือที่อื่น ๆ อาการ จะเริ่มต้นด้วยการมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บหรือแสบคอ บางคนอาจหนาวสั่น แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็จะมีอาการรุนแรงกว่าการติดหวัดธรรมดา คือ ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะมาก ปวดตามกล้ามเนื้อ ตามกระดูก คลื่นไส้ กินได้น้อยลงร่วมกับอาจมีภาวะขาดน้ำหากมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ควรระวังโรคแทรกซ้อนที่สามารถเกิดตามมาได้ เช่น ปอดบวม หลอดลมอักเสบ คออักเสบ ข้อสำคัญก็คือ ในเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ จะมีความเสี่ยงมากกว่าช่วงวัยอื่น
แถมท้ายไว้นิดนึงสำหรับช่วงที่มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดนก หากเกิดอาการไข้หวัดใหญ่รุนแรงดังที่กล่าวมา และเกิดในภูมิลำเนาพื้นที่ที่เลี้ยงสัตว์ปีก และป่วยหลังจากมีสัตว์ตายอย่างผิดปกติ ต้องระวังเรื่องของการติดเชื้อไข้หวัดนกไว้ด้วย โดยจะมีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดนกหากผู้ป่วยมีการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตายด้วยโรคไข้หวัดนก โดยเชื้อจะปนอยู่กับน้ำมูก น้ำลาย และมูลสัตว์ป่วย จะติดมากับมือหรือเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุจมูกและตา หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 3-7 วัน โดยผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ อาจมีน้ำตาไหล เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว มักมีอาการรุนแรง ทำให้เกิดปอดอักเสบ มีอาการหอบ หายใจลำบาก และอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง หากมีผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว ควรรีบพาไปพบแพทย์และแจ้งปศุสัตว์ทันที ดังนั้นเมื่อย่างเข้าฤดูหนาวในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ดูเสมือนว่าโรคไข้หวัดนกได้ทำตัวเสมือนเป็นโรคประจำถิ่นและประจำฤดูกาลเข้าไปทุกที ดังนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค ศึกษาวิธีการป้องกันที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคน ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือกัน


2. โรคหลอดลมอักเสบ เป็นโรคที่อาจเกิดตามหลัง ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ หรืออาจเกิดอาการตั้งแต่แรกก้ได้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยจะมีอาการไอ มีเสมหะขาว หากเป็นนานมักมีการติดเชื้อเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีอาการไอ มีเสมหะเป็นสีเหลืองหรือเขียว อาจมีไข้ อ่อนเพลีย อาการไอจะเป็นมากตอนกลางคืน โดยระยะแรกจะไอแห้งๆ อาจมีเสียงแหบ และเจ็บหน้าอกเพราะไอมาก ราว 4 - 5 วันต่อมาจะมีเสมหะเหนียวขับออกยาก ในเด็กอาจไอมากจนอาเจียน มีไข้ต่ำๆ บางรายอาจมีอาการคล้ายหอบหืดร่วมด้วยจากภาวะหลอดลมหดเกร็งตัวหรืออาจไปกระตุ้นอาการภูมิแพ้หรือหอบหืดที่มีอยู่เดิมให้แสดงอาการ โดยปกติโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 1 - 3 สัปดาห์ แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ก็อาจลุกลามถึงขั้นปอดอักเสบได้ การรักษาเบื้องต้น คือการพักผ่อนให้มาก ควรดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อช่วยให้เสมหะระบายออกได้ง่ายขึ้น หลีกเลี่ยงดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง ทำให้ไอมากขึ้น ควรงดสูบบุหรี่ อย่าอยู่ในที่ๆมีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมาก กินยาขับเสมหะแต่ไม่ควรให้ยาแก้ไอชนิดกดการไอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม หรือยาที่เข้ายาแก้แพ้ หรือโคเดอีน (codine) เพราะจะกดการไอ ทำให้เสลลดเหนียว ระบายออกยาก และอาจอุดกั้นหลอดลมเล็กๆทำให้ปอดบางส่วนแฟบได้ ถ้าเสมหะขาว(เกิดจากเชื้อไวรัสหรือการระคายเคือง) ไม่ต้องให้ แต่ถ้าเสมหะเป็นสีเหลืองหรือเขียว(เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย) ควรให้ยาปฏิชีวนะซึ่งควรไปพบแพทย์
3. โรค ปอดบวมหรือปอดอักเสบ เช่นเดียวกันอาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัด หรือสามารถเกิดจากการติดเชื้อโดยตรง ซึ่งสาเหตุ เกิดได้จากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่พบว่าเป็นไวรัสเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะในผู้ป่วยเด็ก ติดต่อได้ทางการหายใจ และน้ำมูก น้ำลาย จึงสามารถติดต่อได้จากการใช้ของร่วมกัน มีระยะการฟักตัวของโรค 1-3 วัน อาจถึง 1 สัปดาห์ในบางราย ที่สำคัญที่ควรต้องระวังเพราะในปีที่ผ่านมาพบว่าภาวะปอดบวมหรือปอดอักเสบ เป็น สาเหตุการตายอันดับหนึ่งของกลุ่มโรคติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กแรกเกิด น้ำหนักตัวน้อย เด็กในวัยขวบปีแรก เด็กที่มีภาวะขาดสารอาหาร เด็กที่มีความพิการแต่กำเนิด ส่วนใหญ่ปอดบวมจะเกิดตามหลังจากโรคหวัดประมาณ 2-3 วัน ดังนั้นหากพบว่าสงสัยหรือเกิดอาการในเด็กเล็กให้ควรนำมาปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น

4. โรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัสหัด พบได้บ่อยในเด็กอายุระหว่าง 1-6 ปี ติดต่อได้ง่ายแม้เพียงการไอ จาม รดกัน หรือสูดหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยเข้าไป การระบาดส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงฤดูหนาวยาวติดต่อกันไปติดต่อกับช่วงฤดูร้อน ถึงแม้จะมีวัคซีนที่ฉีดป้องกันแล้วก็ตาม โดยอาการ จะเริ่มจาก มีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง อาการจะรุนแรงมากขึ้น อาจมีอาการปวดเมื่อตัว ถ่ายเหลว ผื่นของไวรัสหัดจะขึ้นราว วันที่ 4 หลังจากนั้นไข้จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อผื่นกระจายทั่วตัวจากศีรษะ หน้า ไปทั่วตัว ระหว่างนั้นอาจต้องระวังการเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง ช่องหูอักเสบ สมองอักเสบ และภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ขาดสารอาหารและมีการขาดวิตามินเอร่วม เมื่อเป็นหัดจะมีความรุนแรงมากและหากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบร่วมด้วยอาจทำให้เสียชีวิตได้

5. โรคหัดเยอรมัน เกิดจากเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน ทำให้เกิดอาการไข้ต่ำจนถึงไข้สูง มีผื่นแดงคล้ายหัด แต่ลักษณะผื่นจะใหญ่และเป็นกลุ่ม ๆ กระจายตัวห่างกว่าหัดทั่วไป แต่บางรายอาจมีผื่นออกมาเพียงเล็กน้อย ในเด็กเล็กจะมีอาการไม่รุนแรงมากนักแต่หากเกิดในผู้ใหญ่อาการอาจรุนแรงกว่า โดยเฉลี่ยจะมีอาการประมาณ 1-5 วัน มีไข้ ผื่นแดงตามตัว เพลีย ปวดเมื่อตามตัว เบื่ออาหาร การติดต่อได้ทางระบบทางเดินหายใจ ที่สำคัญหากติดเชื้อนี้อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
6. โรคสุกใสหรือโรคอีสุกอีใส มักเกิดในเด็ก พบน้อยในผู้ใหญ่ อาการจะเริ่มต้นด้วยการมีไข้ต่ำ ๆ เหมือนไข้หวัด หัด ไข้หวัดใหญ่ หลังจากนั้นจะขึ้นผื่นแดง ตุ่มนูน และเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสในวันที่ 2-3 นับแต่เริ่มมีไข้ หลังจากนั้นจะมีลักษณะคล้ายเป็นตุ่มหนอง แล้วจะค่อย ๆ เริ่มแห้งตกสะเก็ด ในช่วง 5-14 วัน ผื่นอาจขึ้นในคอ ตา และปาก ทำให้กินอาหารได้น้อย เกิดอาการขาดน้ำ โดยทั่วไปหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม โรคจะสามารถหายได้โดยตัวเอง โดยไม่เกิดโรคแทรกซ้อน

7.โรคอุจจาระร่วง ฝรั่งนิยมเรียกว่า Gastric Flu, Winter Vomiting Virus หรือ Stomach Flu ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดตัวเดียว อาการพบมากในช่วงหน้าหนาวเช่นกัน โดยมักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิด เช่น Norwalk virus, Rotavirus ,Adenovirus, Noroviruses เป็นต้น การติดต่อจากการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป นอกจากนี้ยังติดต่อทางน้ำลาย น้ำมูกได้ โดยอาการจะมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรง แต่บางคนอาจมีอาการขาดน้ำรุนแรงจนถึงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ติดต่อกันได้ง่ายในที่ชุมชน เช่นศูนย์พัฒนาเด็ก ศูนย์ฝากเลี้ยงเด็กที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ๆ ดังนั้นควรดูแลตนเองหรือบุตรหลาน ให้มีร่างกายให้อบอุ่น เลือกรับประทานอาหารปรุงสุก ร้อน น้ำสะอาด ก็จะสามารถจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง
8. โรคตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ ก็พบบ่อยในหน้าหนาวนี้เหมือนกัน โรคตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบในหน้าหนาวนี้สาเหตุส่วนใหญ่เป็นจากเชื้อไวรัส ซึ่งแตกต่างจากโรคตาแดงที่มีการระบาดในหน้าร้อนซึ่งสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย การติดต่อมักเกิดจากมือที่ไม่สะอาด จับไปทั่ว หรืออาจสัมผัสขี้ตา น้ำตาของผู้ป่วยแล้วมาป้ายตาตัวเอง ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน การป้องกันนั้นไม่ยาก หมั่นล้างมือให้สะอาด ไม่เอามือขยี้ตา ไม่คลุกคลีกับคนเป็นโรค เมื่อเป็นโรคควรหยุดงานหรือหยุดเรียน จะได้ไม่ไปติดต่อผู้อื่น

9. โรคผิวหนังแห้งอักเสบ เมื่อกระทบอากาศเย็นซึ่งมีความชื้นสัมพัทธ์น้อยและแห้ง การสูญเสียน้ำออกจากผิวหนังเพิ่มสูงขึ้นจึง ทำให้ผิวหนังเรา เกิดปัญหา ผิวแห้งหยาบ (Feeling rough) เป็นขุย (Scaly) แตก (Cracked) ปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ก่อความรำคาญแก่ทุกเพศทุกวัย เพราะเมื่อผิวแห้งมากจะรู้สึกคัน รำคาญ ยิ่งอากาศหนาวมากๆ บางคนจะแสบร้อนและคัน หากดูแลไม่ดีอาจเกิดแผลอักเสบจากการเกาจนเลือดออก และมีสิ่งสกปรกเข้าแผลเกิดติดเชื้ออักเสบตามมา การป้องกัน คือการรักษาความชุ่มชื้นจากภายในและภายนอกร่วมกัน โดยการดื่มน้ำและผลไม้ให้มากขึ้น เปลี่ยนรูปแบบและวิธีการอาบน้ำ เช่นใช้เวลาในการอาบน้ำให้เร็วขึ้น และลดอุณหภูมิของน้ำลงโดยไม่ต้องอาบน้ำอุ่น หรือถ้าจะอาบ อุณหภูมิไม่ควรร้อนเกิน 34 องศาเซลเซียส ใช้สบู่ที่มีความกรด-ด่างอ่อนๆ ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หลังอาบน้ำก็สามารถช่วยได้ หากยึดหลักการประหยัดอาจเลือกใช้ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันมะกอก ทาผิว เนื่องจากเป็นสารจากธรรมชาติอุดมด้วยวิตามินอี มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะน้ำมันงาและน้ำมันมะพร้าว กรณีผิวแห้งมากๆ แนะนำน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้นาน น้ำมันมะพร้าวช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และอาจช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังจากแสงแดดได้ หากผิวหนังแห้งอักเสบรุนแรง หรือคันมาก ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา

10. โรคผิวหนัง เช่น เชื้อรา กลาก เกลื้อน การแพ้ทางผิวหนัง จากเสื้อกันหนาวหรือเครื่องนุ่งห่มมือสอง เป็นที่นิยมในช่วงหน้าหนาวมักจะมีการนำเอาสินค้าประเภทเสื้อกันหนาวมือสอง มาจำหน่ายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาเช่นปีนี้ เพราะเป็นการเปิดทางเลือกให้ผู้บริโภคที่มีกำลังทุนทรัพย์ไม่มากนัก เสื้อกันหนาวมือสองซึ่งมีที่มาจากแหล่งต่าง ๆ อาทิ เช่น ตลาดโรงเกลือจังหวัดสระแก้ว หรือเสื้อผ้าบรรจุกระสอบตามตลาดนัดต่าง ๆ หรือสถานที่อื่น ๆ โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัดของเสื้อผ้าเหล่านี้ว่ามีความสะอาดเพียงพอหรือไม่ จึงขอแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อเนื่องจากมีราคาถูก แต่ก็อาจนำเชื้อโรคต่างๆ ติดมาด้วย เช่น โรคผิวหนัง เชื้อรา กลากเกลื้อน หากต้องการหาซื้อเสื้อกันหนาวมือสองมาใช้ ควรสอบถามที่มาแหล่งสิ้นค้า ต้องทำความสะอาดเสื้อผ้าเหล่านี้ให้ถูกวิธี เช่น การซักล้าง การต้มฆ่าเชื้อ ควรสอบถามที่มาของสินค้า เลือกให้ถี่ถ้วน ไม่มีรอยด่างดำ ไม่มีรอยคราบสารคัดหลั่งต่างๆ หรือกลิ่นอับชื้นติดอยู่ เพราะนอกจาก เชื้อรา ที่กล่าวมาแล้วยังอาจทำให้ติดเชื้อโรคตับอักเสบหรือไวรัสบางชนิดที่ร้ายแรงได้ และต้องทำความสะอาดเสื้อผ้าเหล่านี้ให้ถูกวิธี เช่น การต้มให้เดือด การซักล้างให้สะอาด ฆ่าเชื้อ และนำไปตากแดด ผึ่งแดดให้แห้งสนิท เพื่อให้แน่ใจว่าสะอาดก่อนนำไปสวมใสทุกครั้ง จะช่วยให้ปลอดภัยจากโรคผิวหนัง โรคเชื้อรา และโรคทางเดินหายใจต่างๆ ได้ หรือหากเกิดอาการขึ้นก็ควรปรึกษาแพทย์ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
โดยสรุปสำหรับการเตรียมตัวรับกับ 10 โรคร้าย ที่อาจแฝงมากับหน้าหนาวปีนี้ ก็คือ ทุกคนควรรู้จักกับโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น รู้จักวิธีในการป้องกันโรค ดูแลรักษาตนเองเบื้องต้น ตั้งมั่นบนพื้นฐานของการดูแลสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์แข็งแรง แบ่งเวลาให้มีการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รับประทานอาหารที่สุกและสะอาด ให้ครอบคลุมและบริโภคในสัดส่วนที่เหมาะสม ครบทั้ง 5 หมู่ หลีกเลี่ยงสัมผัสกับผู้ที่ป่วยไม่สบาย สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อให้เกิดภูมิต้านทานกับทารก การสวมใส่หน้ากากผ้าเพื่อป้องกันการไอ จาม การมีส้วมที่ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปยังผู้อื่นหากตนเองป่วยเป็นโรค ขอรับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยการฉีดวัคซีนหากมีความจำเป็น เช่นวัคซีนป้องกันโรคสุกใส หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม ไข้หวัดใหญ่ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาหากพบว่าตนเองเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ส่วนเด็ก ๆ สำหรับช่วงปีใหม่นี้ ท่านผู้ปกครองที่มีแผนจะพาบุตรหลานไปฉลองปีใหม่ ก็อย่านิ่งนอนใจ ถ้าต้องเดินทางออกต่างจังหวัดควรเตรียมเสื้อผ้าหนา ๆ และหยูกยาไปให้พร้อม หากมีกิจกรรมที่ต้องลงเล่นน้ำก็ไม่ควรปล่อยให้เด็กเล่นเป็นเวลานานๆ หลังขึ้นควรเช็ดตัวให้แห้งและรักษาร่างกายให้อบอุ่น ไม่ควรเข้าไปในห้องแอร์ทันที เพราะจะทำให้ป่วยเอาง่าย ๆ นะครับ “การเตรียมตัวเพียงไม่กี่ข้อนี้ ก็ถือว่าเป็นคาถาที่วิเศษสำหรับป้องกันโรคที่แฝงมากับหน้าหนาวปีนี้ได้อย่างชะงัดนักเลยทีเดียว”.

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทความโดย :
SAKDA ARJ-ONG, MD,BBA
อาจารย์ นายแพทย์ ศักดา อาจองค์ , พบ., บธบ.
ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์, กุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ,
เวชศาสตร์ครอบครัว, เวชศาสตร์ฉุกเฉิน
ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล
Picture of UncleHeng @CP
ตอบ: 10 โรค ที่พบบ่อยในหน้าหนาว(ช้า) ที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2552 นี้
by UncleHeng @CP - Monday, 29 December 2008, 12:03 PM
 
ขอบคุณครับสำหรับบทความดี ๆ รับปีใหม่ครับ
จะได้พาลูกไปรับวัคซีนก่อนครับ เดี๋ยวไม่ทันการ

Picture of UncleHeng @CP
ตอบ: 10 โรค ที่พบบ่อยในหน้าหนาว(ช้า) ที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2552 นี้
by UncleHeng @CP - Saturday, 21 March 2009, 10:32 AM
 
ขอบคุณมากครับอาจารย์หมอ
พอดีผมกำลังต้องการข้อมูล
electronic ไว้ในห้องสมุดให้เด็ก
ที่ห่างไกลไว้อ่านนะครับ ขอ reference
ถึงด้วยนะครับ เพราะเราขาดแคลนหนัง
สือพอควร แต่มีคอมเพื่อน้องที่ราชการให้
ไว้นะครับ แต่เราต้องคัดเลือกข่าวสารที่ประโยชน์ให้เด็ก ๆ


ครูโจ้